Friday, August 5, 2011

พาณิชย์ออกกฏเหล็กคุมราคาหมูหลังราคาพุ่ง

พาณิชย์ งัดมาตรการควบคุมราคาหมู ฝ่าฝืนเจอโทษปรับ 5 แสน คุก 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ พร้อมเล็งจัดหมูธงฟ้า 120 บาท

วันนี้( 5 ส.ค.)นายยรรยง พวงราช ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เพื่อแก้ไขปัญหาเนื้อหมูมีราคาแพง  ได้ออกมาตรการกำหนดราคาขั้นสูงเป็นครั้งแรก เพื่อควบคุมราคาหมูทั้งระบบ ตั้งแต่หมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม หมูชำแหละ และหมูหน้าเขียงให้เกิดความเป็นธรรม พร้อมกำหนดให้ปิดป้ายแสดงราคาหมูหน้าฟาร์ม ขายปลีกให้ชัดเจนด้วย โดยมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 6 ส.ค.นี้ เป็นต้นไป สำหรับราคาที่กำหนด หมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม พื้นที่ภาคกลาง ภาคตะวันออก และภาคตะวันตก ไม่เกินกก. ละ 81 บาท ราคาขายส่งหมูชำแหละ (หมูซีก) ไม่เกินกก.ละ 93 บาท ราคาขายส่งชิ้นส่วนหมูเนื้อแดง (ไหล่ สะโพก) ไม่เกินกก.ละ 137 บาท และราคาขายปลีกหมูเนื้อแดง (ไหล่ สะโพก) ไม่เกินกก.ละ 152 บาท ภาคเหนือ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม กก.ละ 85 บาท ขายส่งหมูชำแหละ กก.ละ 97 บาท ขายส่งชิ้นส่วนหมูเนื้อแดง กก.ละ 142 บาท และขายปลีกหมูเนื้อแดง กก.ละ 157 บาท ส่วนภาคใต้ หมูมีชีวิตหน้าฟาร์ม กก.ละ 87 บาท ขายส่งหมูชำแหละ กก.ละ 99 บาท ขายส่งชิ้นส่วนหมูเนื้อแดง กก.ละ 147 บาท และขายปลีกหมูเนื้อแดง กก.ละ 162 บาท

“เป็นครั้งแรกที่กำหนดราคาทุกช่องการตลาด ซึ่งถือเป็นมาตรการหนัก เพราะที่ผ่านมา ไม่เคยใช้กับสินค้ารายการอื่น แต่เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและทุกฝ่ายในระบบหมูอยู่ได้จึงจำเป็นต้องใช้ และหลังจากนี้จะให้กรมการค้าภายในติดตามราคาหมูอย่างใกล้ชิด และประกาศราคาทุก 7 วัน โดยใช้มาตรการนี้ไปจนกว่าสถานการณ์จะเข้าสู่ภาวะปกติ ไม่ได้กำหนดระยะเวลาสิ้นสุด ซึ่งอาจจะ 2 เดือน 3 เดือน 4 เดือน หรือมากกว่านั้น เพราะตอนนี้ปริมาณหมูลดลงเหลือเพียงวันละ 32,000 ตัว หรือลดลง 25-30% แต่หากคลี่คลายก็จะรีบประชุมเพื่อพิจารณาปรับปรุงมาตรการทันที”

นายยรรยง กล่าวต่อว่า ผู้ที่มีการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามมาตรการที่กกร.กำหนดในเรื่องราคา เช่น การขายเกินราคาที่กำหนดไว้ จะถูกจับกุมและดำเนินคดี โดยมีโทษสูงสุดปรับไม่เกิน 5 แสนบาท จำคุก 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ ส่วนการไม่ปิดป้ายแสดงราคาปรับ 1 หมื่นบาท ขณะเดียวกัน กกร.ได้กำหนดมาตรการดูแลปริมาณหมู เพื่อไม่ให้มีปัญหาการขาดแคลน โดยได้กำหนดมาตรการให้ผู้ที่จะทำการส่งออกหมูไปยังต่างประเทศ ต้องขออนุญาตจากกรมการค้าภายใน ส่วนในต่างจังหวัดให้ขออนุญาตที่ประธานคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและ บริการในระดับจังหวัด ซึ่งก็คือ ผู้ว่าราชการจังหวัด และต้องได้รับการอนุญาตก่อนถึงจะส่งออกได้ หากฝ่าฝืนจะมีโทษปรับไม่เกิน 5 แสนบาท จำคุก 1 ปี หรือทั้งจำทั้งปรับ

นอกจากนี้ กำหนดให้ผู้ครอบครองสุกรมีชีวิตทุกประเภท ตั้งแต่ 500 ตัวขึ้นไป และเนื้อซากหมูเกิน 5 ตัน จะต้องแจ้งปริมาณและสถานที่เก็บเป็นประจำทุก 15 วัน โดยให้แจ้งภายใน 7 วันถัดไป ส่วนมาตรการดูแลการขนย้าย ได้มีการปรับปรุงให้เข้มงวดมากขึ้น จากเดิมที่กำหนดให้การขนย้ายหมูน้ำหนัก 80 กก.ต่อตัว ครั้งละ 10 ตัวขึ้นไป จะต้องขออนุญาต เป็นการขนย้ายหมูตั้งแต่ 10 ตัวขึ้นไป โดยไม่กำหนดน้ำหนัก ไม่ว่าจะเป็นหมูเล็กหมูใหญ่ จะต้องขออนุญาตทั้งหมด เพื่อที่จะดูแลปริมาณหมูทั้งระบบ อย่างไรก็ตาม เพื่อเป็นการบรรเทาผลกระทบเนื้อหมูมีราคาแพง กรมการค้าภายในได้ร่วมกับสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ จัดทำหมูธงฟ้าจำหน่ายในราคากก.ละ 120 บาท โดยจะจำหน่ายในตลาดสำคัญๆ และที่ค้าภายในจังหวัดทั่วประเทศ

ด้านนายสุรชัย สุทธิธรรม นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติ กล่าวว่า กลุ่มผู้เลี้ยงพร้อมให้ความร่วมมือกับนโยบายเพราะขณะนี้ต้นทุนการเลี้ยงอยู่ ที่ 6,500-7,500 บาทต่อตัว ขนาด 100 กก. เฉลี่ยกก.ละ 65-75 บาท การกำหนดราคา 81 บาท จึงถือว่ารับได้ โดยยอมรับว่าปัญหาโรคระบาดมีส่วนสำคัญให้ต้นทุนหมูสูงขึ้น และทำให้ปริมาณออกสู่ตลาดลดลง 25-30% หรือจากวันละ 40,000 ตัว เหลือวันละ 32,000 ตัว ส่วนการแก้ปัญหาระยะยาวเตรียมเสนอรัฐบาลชุดใหม่ให้ช่วยดูแลผู้เลี้ยงหมูใน ประเทศมากขึ้น เพราะประเทศอื่นอย่างจีน ให้การสนับสนุนภาคธุรกิจการเลี้ยงสุกร และการขาย ดังนั้นรัฐบาลไทยควรหาแนวทางสนับสนุนเพื่อให้ราคาจำหน่ายแต่ละช่วงไม่สูงจน เกินไป รวมทั้งการป้องกันปัญหาโรคระบาดในหมู ซึ่งให้รัฐลงทุนฉีดยา 3 เข็มต่อปี คิดเป็นเงิน 360-400 ล้านบาท ในหมู 12 ล้านตัว เชื่อว่าภายใน 3 ปีข้างหน้าปัญหาโรคระบาดจะหมดไป และมีปริมาณเพียงพอต่อการบริโภค และส่งออก.

0 comments:

Post a Comment